Trekking Trip : บางกะม่า ป่าดิบที่ราชบุรี

ตำบล บ้านบึง อำเภอ บ้านคา ราชบุรี

29 – 30 เมษายน – 01 พฤษภาคม 2561





หากจะว่าไป กระแสหลักของนักท่องเที่ยวป่าช่วงนี้มาแรงมาก แต่ส่วนใหญ่ก็ไปกันที่ดอยสูงๆ ชื่อเสียงโด่งดังเป็นเป้าหมายแรกๆ กลุ่มของพวกเราก็คงไม่ต่างกันมาก ใครๆ ก็อยากพิชิตยอดดอยสูงๆ วิวสวยๆ ด้วยกันทั้งนั้น

.

หากแต่พวกเราหลงไหลในธรรมชาติ และการใช้ชีวิตในป่าเป็นสำคัญ และด้วยภาระกิจที่ช่วงนี้ไม่ตรงกันเท่าใดนัก เราก็เลยต้องหาที่ใกล้ๆ ไปง่ายๆ ขอแค่ได้เดินทางไปอยู่ในป่าให้ได้ 2 คืน แค่นั้นเอง…

.

สิ้นข้อความในไลน์กลุ่ม คนที่กำหนดทริปเป็นผมเอง เราเลือกไปที่บางกะม่า จ.ราชบุรี ซึ่งผมได้ฟังเรื่องราวของป่าที่นี้มานาน แต่ด้วยความสูงของเขาที่ไม่สูงมากนัก (ราวๆ 800 เมตร จากระดับน้ำทะเล) จึงยังไม่ค่อยดึงดูดสมาชิกคนอื่นๆ มีเพียง 3 คนที่พร้อม จัดการประสานงานไปทางบางกะม่า เพื่อขออนุญาตกันเลย


เส้นทางเดินของพวกเราใน 3 วันนี้

นัดแนะเส้นทาง และความต้องการเข้าป่า

ผมโทรติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยอุทยานบางกะม่า บอกว่าจะไปช่วงวันที่ 29-30 เม.ย. ถึง 1 พ.ค. อยากนอนในป่า 2 คืน และถ้าได้นกเงือกด้วยจะดีมาก โดยเส้นทางก็แจ้งไปว่าทางไหนก็ได้ ขอสวยๆ เราเดินไหว (เรารู้ข้อมูลเบื้องต้นว่า มีน้ำตกตลอดเส้นทาง หวังในใจว่าได้ภาพสวย และไม่อดน้ำแน่นอน)

.

หากแต่ก่อนเดินทาง เจ้าหน้าที่แจ้งว่า มีกลุ่มนักถ่ายภาพจะขึ้นไปก่อนหน้า 1 วัน  และพวกเจ้าหน้าที่จะเข้าไปซ่อมโพรงนกเงือกด้วย จะขึ้นไปพร้อมกันเลยไหม เพราะอาจไม่มีเจ้าหน้าที่พาเราขึ้นในวันถัดไป แต่เราไม่สะดวกนี้สิ ต้องยืนยันวันเดินทางตามเดิม





ออกเดินทางกัน ในคืนวันฝนพร่ำ

เดินตลาดแบบบ้านๆ หาของกินเติมพลัง

วันนั้นฝนตกตลอดเวลา ทั้งวันเราก็คิดว่าแย่แน่ แต่ยังไงก็ต้องไปใจมันสู้ เดินทางกันประมาณ 21.00 น. มีป้อม พี่ยุทธ และผม เดินทางไปนอนที่บ้านน้าของผมที่แถวโป่งกระทิง เพื่อเตรียมความพร้อม

.

อากาศหนาวเย็นในคืนนั้นเนื่องจากฝนตกมาทั้งวัน กินเบียร์และนั่งคุยกันเล็กน้อยก่อนเข้านอน รุ่งเช้าออกไปตลาดนัด ที่โป่งกระทิงบน ซื้อของและอาหารเช้าเติมพลังกัน

.

ก่อนเดินทางจริงจัง เส้นทางรถที่จะขึ้นไปที่หน่วยไม่ใช่ทางธรรมดา เหมาะกับรถที่ขับ 4 WD แต่ของผมเกียร์ Auto แถมขับ 2 ก็เกรงๆ ว่าจะขึ้นไม่ไหว ไปสำรวจเส้นทางกันเล็กน้อย และมั่นใจว่าขึ้นได้


เริ่มต้นเดินทาง กันในวันแรก

เรานัดเจอกับเจ้าหน้าที่อุทยาน นิวและมิ้นต์เป็นเด็กหนุ่มอายุยังน้อยเพียง 20 กว่าๆ ที่หน่วยอุทยาน การเดินทางขึ้นไปที่หน่วยยากเล็กน้อย แต่เอาตัวรอดขึ้นไปได้ ของที่เราเตรียมไปค่อนข้างเยอะ นิวบอกว่าเกินกำลังพอตัว แแต่ยังไงก็มาแล้ว เราต้องลุย…

.

ราวๆ 10.30 น. ออกเดินทางจากหน่วย พร้อมลูกสมุนอีก 2 ตัว คือเจ้าหนาวขี้อ้อน และเจ้าดิ๊กขี้อาย ตอนเริ่มเดินทางนี้ ไปสักหน่อยก็มีห้วยเล็กๆ พอจะกระโดดข้ามได้ เพราะกลัวเปียก ทางราบเป็นเนินเล็กๆ บางระยะ แต่ค่อนข้างรกพอสมคาร ด้วยไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวหรือเจ้าหน้าที่มาเดินมากนัก เดินกันไปเรื่อยๆ ราวๆ 3 กิโลเมตรแบบไม่หยุดพัก คิดในใจ แค่นี้ชิวๆ สำหรับพวกเรา มียากกว่านี้อีกไหม

สมาชิกผู้ร่วมเส้นทาง

พักกันริมห้วยน้ำใหญ่ เป็นจุดแรก หลังจากนี้คือของจริง ตรงนี้ นิวบอกว่าขอเปลี่ยนเส้นทางเพราะของที่เอามาน้ำหนักมาก เขาจะเดินลำบาก พวกเราก็ตกลงยังไงก็ได้ ขอให้สวยเป็นพอ นิวบอกว่าถ้าไปทางเดิมโหดกว่า 2 เท่า และทากเยอะมาก

จุดพักระหว่างทาง หลังจากเดินต่อเนื่องกันมาประมาณ 1 ชั่วโมง ราวๆ 3 กิโลเมตรได้

นิวพาพวกเราตัดลงทางใต้ ผ่านห้วยเป็นการเดินตัดข้ามห้วยไป-ข้ามห้วยมา จากที่เคยกลัวเปียก ตอนนี้ต้องลุยแล้ว เพราะมัวแต่กังวล จะทำให้เดินลำบากมากขึ้น ยังมีการปีนน้ำตก แม้จะนำ้ตกเตี้ยๆ แต่ก็ลำบากกันเล็กน้อยและเปียกปอนกันไป ผมเลยไม่กล้าเอากล้องออกมาถ่ายรูปได้เลย เนื่องจากกลัวล้มลงน้ำกล้องพังกันพอดี

ได้ทำทุกอย่างในทริปเดียว สะใจมาก

เดินกันไป ทางก็รกชัฎมากขึ้น มีต้นไม้ล้มขวางทาง ก็ต้องหาทางใหม่ ผ่านจุดนี้เราพักกินข้าวกลางวันกัน แต่มิ้นต์ ดันหลงทางเพราะต้นไม้ขวางทางเนี่ยล่ะ รอกันพอสมควร พักกันจนหายเหนื่อยแล้วก็เดินทางต่อ

กินข้าวกลางวัน กันแบบง่ายๆ

ฝนตกแล้ว เมื่อเราเดินได้ระยะนึงแล้ว อันนี้เป็นอุปสรรคสำคัญเลย เพราะเริ่มมีขึ้นทางชัน มันทำให้ลื่น เดินยากขึ้นอีกมาก อาการผมเริ่มไม่ดีแล้ว มีสัญญาณเตือน ขาเริ่มตึงๆ มาแล้ว ต้องค่อยๆ เดินไปพักไป

จวบจนถึงจุดที่มีโพรงนกเงือก เป็นทางร่องเขา เจ้านิวก็ชี้ให้ดูโพรงบนต้นไม้สูง ด้วยความที่มัวแต่เงยหน้ามอง ไม่ทันได้ดูทางจนเดินตกหลุม พี่ตะคริวคนสนิทผมมาทันที มิ้นต์ที่ตามมาด้านหลัง เดินเข้ามาช่วยผมอย่างรวดเร็ว ทุกคนที่นำหน้าไปเดินกลับมาดูอาการ ผมบอกต้องพักก่อน อีกไกลไหมกว่าจะถึงที่พัก เจ้านิวเดินมาดูพร้อมแสดงอาการผ่านสีหน้าเหมือนว่าแย่แล้ว บอกประมาณ 70 เมตร ข้ามห้วยไปอีกนิดหน่อย นิวบอกทาง






.

ผมบอกให้กลุ่มไปก่อนเดี๋ยวผมหายแล้วเดินตามไป ถ้าหลงเดี๋ยวจะตะโกนเรียก นิวหันมาถามเลยพี่จะถ่ายนกเงือกไหม ถ้าถ่ายห้ามตะโกน เพราะนกจะรู้ตัวแล้วไม่มาให้เห็น เมื่อพักได้สักครู่ พร้อมกับมิ้นต์เป็นเพื่อนด้วยก็เดินตามไป ตั้งแคมป์กันในคืนแรก เวลาประมาณ 15.30 น. เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด

บริเวณที่ตั้งแคมป์ คืนแรก ของพวกเรา ใกล้แหล่งน้ำ

ที่พักที่นี้ติดแหล่งน้ำ และฝนก็หยุดตกแล้ว นิวและมิ้นต์เจ้าหน้าที่ เตรียมหาฟืนมาก่อกองไฟ และให้เราหามุมผูกเปล และกางเต็นท์ (พี่ยุทธ) กันตามสะดวก พอเริ่มเย็นค่ำเสียงนกร้องทั่วป่า เปรียบดังเสียงดนตรีอันไพเราะทีเดียว แต่สักพักก็มีเสียงร้องอันดังระงมทั่วทั้งป่า นิวบอกว่ามันคือเสียงของฝูงลิง เหมือนว่าร้องบอกอาณาเขต เพื่อจับจองต้นไม้ที่เป็นที่นอนของตนเอง

.

วันแรก ทำกับข้าวกัน 4-5 อย่าง เพราะเหนื่อยมาทั้งวัน แน่นอนมีกุนเชียงเจ้าประจำของเรารวมอยู่ในเมนูด้วย กินกันอิ่มหน่ำ ก็ตั้งวงสนทนาพร้อมน้ำสีอำพันกันไป นิวเล่าเรื่องต่างๆ มากมาย ที่ป่าแห่งนี้ว่าสมบูรณ์ ขนาดว่าเคยเจอเสือโคร่ง ตรงที่เราพักมาแล้ว จวบจน 21.00 น. ทุกคนก็แยกย้ายเข้านอน อ่อลืมบอกพี่ยุทธโดนทากกัดที่มือตอนทำกับข้าว จนมือบวมใหญ่ขึ้น เนื่องจากแกแพ้ทาก





กลางดึกคืนนั้น เจ้าลูกสมุน สองตัวก็เห่าเสียงดัง ทุกคนตื่น แต่ไม่มีใครส่งเสียง มีแต่นิว และมิ้นต์ ที่ลุกขึ้นมาดูพร้อมหาฟืนมาสุมกองไฟไล่ความหนาวเพิ่มเติม

องศาอากาศของคืนนั้นผมว่า แค่เย็นๆ สบายๆ ไม่ถึงกับหนาวนอนหลับสบายดีอยู่ รุ่งเช้า นิวบอกว่าที่หมาเห่านั้นคือหมูป่า ลงมาที่ห้วย พอเจอหมาก็เลยกลับไป


รุ่งเช้าวันใหม่ จุดเริ่มต้นของชีวิต

เราตื่นกันประมาณ 7.00 น. กินกาแฟกันสักพัก ส่วนนิวมุ่งไปดูโพรงนก ผมกับพี่ยุทธ ตัดสินใจไปดูนกด้วย ปล่อยให้ป้อมทำอาหารเช้า นิวเดินสวนกลับมาบอกว่านกไม่มา แต่เราก็อยากลองเสี่ยงดู

จากซุ้มบังไพร ถ่ายโพร่งนก ตรงนี้สวยมากแต่เราไม่ได้นก

ตรงจุดนั้น มีซุ้มบังไพร เอาไว้ถ่ายนก ที่ทีมช่างภาพเขาทำเอาไว้ เราเฝ้าอยู่ครึ่งชั่วโมง เจ้านกเงือกก็บิน วนไปมา ให้เราเห็น แต่เสียดายที่มันไม่ยอมป้อนอาหารลูกมันที่อยู่ในโพรง คิดว่ามันคงเห็นเราแล้วเลยระวังตัว เราก็เลยถ่ายไม่ได้ จนประมาณ 9.30 น. ตัดสินใจ กลับมาที่แคมป์ เพราะไม่อยากกวนมันมากกว่านี้ ให้มันได้ป้อนอาหารลูกของมันจะดีกว่า เราก็เลยจากพวกมันมา

ออกกันสายๆ หน่อยวันนี้ คือข้อตกลงตามที่เราคุยกันไว้ 10.30 น. เริ่มเดิน จริงๆ แล้วนิวบอกว่าถ้าเดินตัดเขาไปเลยจะใกล้มาก แต่มันชันและรกมาก เดินลำบาก ก็เลยต้องเดินอ้อมกันสักหน่อย แต่ไม่ยากมาก นิวออกตัวก่อนว่าเดินสบายๆ ระหว่างทางเราก็เจอร่องรอยเส้นทางเดินของหมูป่าด้วย

พี่ยุทธเตรียมพร้อม

เอาเข้าจริง มันเป็นทางชันและรก เกินครึ่งทางกว่าจะเจอทางเรียบ อีกทั้งรู้สึกน้ำหนักในกระเป๋ามันหนักมากขึ้น คิดว่าเพราะความชื้น คาดว่าจากสภาพอากาศเมื่อคืน จนเรามาถึงจุดพักแรมของคนตีผึ้ง ราวๆ 15.30 น. นิวสังเกตว่าน้ำในห้วยน้อยๆ ถ้าเราขึ้นไปสูงกว่านี้กลัวจะไม่มีน้ำ จึงบอกว่าควรตั้งแคมป์กันที่นี้ แต่ลงความเห็นกันว่าอยากลองเสี่ยงไปดู

สภาพป่ามันรกมาก ไม่มีทางให้เห็นเลย
ป้อมลุยป่า

เดินไปได้สักหน่อยนึก ก็เห็นว่าน้ำในห้วยยิ่งน้อยลงไปอีก ต้องตัดใจเดินย้อนกลับดีกว่า มานอนตรงจุดที่เป็นที่พักคนตีผึ้ง พอกลับมาถึงเท่านั้น ฝนก็ตกห่าใหญ่ ยาวไป จนเราได้แค่กางฟรายชีท แล้วหลบฝนกันก่อน ส่วนนิว กับมิ้นต์ ก็หาฟืนมาก่อไฟ ใต้แคร่ที่คนตีผึ้งทำไว้ โดยเอาฟรายชีทผืนเล็ก บังฝนไว้

.

17.00 น. ฝนก็หยุด เริ่มทำอาหาร แล้วก็ผูกแปลกัน คืนนี้ก็เหมือนเดิม กินข้าวเสร็จ ก็นั่งคุยกัน คืนนี้ดึกกว่าคืนก่อน เพราะเราลงไปดูปู และกบในห้วยกันด้วย ราวๆ 22.30 น. ก็แยกย้าย

ปูหินหรือปูภูเขา

คืนนี้บรรยากาศเงียบสงบ อากาศสบายๆ ไม่หนาวมาก หลับยันเช้า ตื่นมาก็เหมือนเดิม ออกกันสายๆ กินข้าวเสร็จ เราเดินตัวเปล่าไปดูจุดพักที่ตั้งใจ จะไปกัน ก็ตามคาด ในห้วยไม่มีน้ำเลย แม้ฝนจะตกมาตลอด


กลับกันแบบ อ่อนล้า

การเดินทางกลับไม่ไกลมาก แค่ประมาณ 5 กิโล ย้อนทางเดิมเล็กน้อย ออกกันประมาณ 11.30 น. แต่ด้วยความที่เราไม่ได้กินข้าวเที่ยง ทำให้ช่วง 2-3 กิโลเมตรสุดท้ายเราหมดเเรงเดิน ขาแทบยกไม่ขึ้น อ่อนล้ากันมากๆ แต่ถูกกระตุ้นด้วยเสียงฟ้าคำรามเป็นระยะๆ ทำให้ต้องเร่งฝีเท้าเดิน กลัวฝนตก แล้วจะเอารถออกจากหน่วยไม่ได้

ต้นไม่ใหญ่ ในป่าลึก จุดที่เราตั้งใจจะไปพัก

จนถึงหน่วยประมาณ 14.30 น. ตามเป้าเหมือนเดิม แต่ก็อ่อนล้ามากมากทีเดียว

ภาพหมู่ ก่อนถึงทางออก
เจอนกแก๊ก ตระกลูเดียวกับนกเงือก ก่อนถึงหน่วยเล็กน้อย

ลงจากหน่วยก็ไปอาบน้ำที่บ้านน้าของผม และไปหาอะไรกินกันที่ ร้ายลาบยโส ร้านนี้แนะนำอร่อยใช้ได้เลยทีเดียว


เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

  1. จุดเด่นของที่นี้คือการมาดูนกเงือก และป่าที่ค่อยข้างสมบูรณ์ อยู่มาก
  2. ที่นี้เป็นป่าที่หลากหลาย ได้ครบทุกรสชาต ใครคิดว่าไม่มันส์ ไม่สนุก ต้องลองมา
  3. ควรดูช่วงเวลาการเดินให้เหมาะสม ว่าอยากชมอะไร จะได้คุ้มค่า
  4. การเดินป่า สามารถบอกเจ้าหน้าที่ได้ เพราะมีเส้นทางให้เลือกเดินได้มาก แล้วแต่รสนิยมเราเลย
  5. น้ำดื่ม น้ำใช้ไม่ลำบาก
  6. ควรนอนเปล จะสดวกกว่า
  7. การเดินทางไปที่หน่วยควรใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ
  8. มีทากเยอะ เพราะเป็นป่าที่ค่อนข้างสมบูรณ์

ค่าใช้จ่ายหลักๆ

  1. ค่าลูกหาบ วันล่ะ 500 บาท 2 คน = 3,000 บาท
  2. ค่าอาหารที่เตรียมไป (จริงๆ แล้วเจ้าหน้าที่เตรียมไปกินด้วยกันเลย)