Travel Trip : เบลเยียม บรัสเซลส์ ภาคต้น

28 กันยายน 2561 – 7 ตุลาคม 2561

ทริปประจำปีของพวกเราเริ่มอีกครั้ง ครั้งนี้เลือกประเทศทางยุโรปเหมือนเดิม เพราะอยากไปบ้านแวนโก๊ะห์ กับแอนนา แฟงค์

(คลิป)

ก่อนเดินทาง

  • ทำวีซ่า การทำวีซ่า เราไปทำกับทางเนเธอร์แลนด์เพราะเราอยู่ที่ อัมสเตอร์ดัมนานกว่า
  • สถานที่ทำที่ตึก The Trendy Office Building เจอเรื่องท้าทายแรก คือตอนยื่นเอกสาร เขาก็ยื่นใบมาให้เราเซนต์ชื่อเลย ถ้าไม่อ่านก่อน นั่นคือใบตอบรับการแจ้งผลวีซ่า ทางข้อความมือถือ ประมาณ 70 บาท คือจริงๆ ไม่ต้องก็ได้ต้องบอกเขาว่าไม่รับ พนง.ก็มีหงุดหงิดเล็กน้อย เหมือนเสียรายได้
  • รอวีซ่าประมาณ 2 อาทิตย์ อย่ามีคิวไป ตปท. ช่วงนี้เลย (เหมือนเขาบอกว่าต้องเอาไปประทับตราที่ ประเทศมาเลเซีย)



การเดินทาง

เราเดินทางกันตอนกลางคืน อยากได้ทางช้างเผือก แต่ศึกษามาไ่พอเลยไม่ได้อะไรเลย T-T
  • ครั้งนี้เราเดินทางด้วยสายการบินเอมิเรตส์ อีกครั้ง
  • ต้องไปต่อเครื่องที่ ดูไบ  รวมเวลาเดินทางราวๆ 12 ชม. ครั้งนี้เลทประมาณ 1 ชั่วโมง เพราะต้องบินอ้อมประเทศกาตาร์
ถึง ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ ก็เป็นช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นพอดี เราขึ้นบัสเพื่อไปต่อเครื่อง

สนามบินบรัสเซลส์

  • เหยียบเมืองบรัสเซลส์ ก็เหมือนโดนรับน้องเลย เราจองรถไว้เพื่อนำคณะเข้าไปที่โรงแรม จากเมืองไทย จ่ายเงินเรียบร้อย แต่เรามาถึงหาไม่เจอ ก็โทรไปหาเหมือนเขาปฏิเสธว่าไม่ใช่ แต่เรามีใบจองและโอนเงินเรียบร้อยแล้ว โดนโกงแน่นอน ต้องพึ่งพาตำรวจแล้ว เขาก็จัดการให้ แต่รอนานมาก แล้วก็กระจายแยกไปประมาณ 5 คัน
  • แต่เราก็สบายๆ กัน นั่งรอเป็นกระเหรี่ยงไทยกลุ่มใหญ่ที่สนามบิน ยังสนุกกันได้อยู่ แบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว
  • ระหว่างเดินทางเข้าเมือง สังเกตว่า เป็นเมืองเงียบๆ ดูเป็นธรรมชาติมาก ไม่วุ่นวาย ไม่เหมือนเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ
เฝ้ารอเฝ้าคอยที่สนามบิน
จากสนามบินมองไปไกลๆ เห็น อโตเมี่ยมได้เลย เป็นวันที่อากาศดีที่สุดตลอดทริปเลย



วันแรกที่เบลเยียม

  • อากาศวันแรกเราคิดว่าร้อนเพราะมีแดด แต่ก็ไม่มาก มีลม ก็ต้องใส่เสื้อกันหนาวอยู่ดี
  • เราพักที่โรงแรม Aparthotel Adagio Brussels Grand Place ทำเลค่อนข้างดี ใจกลางเมืองและที่ท่องเที่ยวเดินไปได้ สบายๆ
บริเวณด้านหน้าโรงแรมที่พักของเรา
  • จุดหมายแรกคือจตุรัสกลางเมืองกร็องปลัส Grand-Place และเด็กฉี่ Manneken Pis สัญญาลักษณ์ของประเทศเบลเยียม
  • ชอคโกแลตกับวาฟเฟิลที่เป็นขนมและของฝากชื่อดัง บอกเลยห้ามพลาด มันช่างหลากหลาย ตระการตาเหลือเกิน
แม่ค้าร้านชอคโกแลต แค่มองก็หวานแล้ว
วาฟเฟิล แบบต่างๆ มากมาย
เด็กฉี่ สัญญาลักษณ์ของเบลเยียม
  • ก่อนทานข้าวเย็นมีเวลานิดหน่อย ก่อนแสงอาทิตย์จะลาลับตอนประมาณ สองทุ่มเดินชม Stree Art และไปปักหลักถ่ายภาพที่ อุทยาน Mont des Arts ที่นี้เป็นเหมือนที่ทำกิจกรรมของคนเมือง มีเล่นดนตรีเปิดหมวก นั่งเล่นกันมากมาย
  • ทานมื้อค่ำกันที่ ร้าน Chez Léon หาเบียร์กินและรีบเข้านอน
แสงสุดท้ายของวันแรกที่ อุทยาน Mont des Arts

ไม่ทันรุ่งสางของวันที่สอง

  • เช้าราวๆ ตี 4 ผู้คนที่นี้ก็ดูคึกคักอยู่ไม่น้อย คนจรและคนเมาพอมี ออกมาเดินมีขอบุหรี่ โดยเฉพาะแถวหน้า Brussels Stock Exchange
  • มาเก็บแสงไฟและแสงเช้าที่ จตุรัสกลางเมืองกร็องปลัส Grand-Place เจอหนุ่มสาว เพิ่งปาร์ตี้เสร็จ มาให้ถ่ายรูปให้
  • วันนี้ฟ้าหม่น ไม่ค่อยได้อะไรมากนัก พอฟ้าสางก็เดินเล่นไปเรื่อยๆ ไปเข้าโบถส์ Chapel Church มีสวดกันด้วย
เข้าโบถส์ทำบุญแบบฝรั่ง
รอขึ้นรถไฟ
  • เช้านี้เรามีแผนเดินทางไป Bruges เมืองมรดกโลก ใช้เวลาเดินทางประมาณ ชั่วโมงครึ่ง
  • ถึง Bruges เดินเล่นชมเมืองเก่า มีนั่งเรือชมเมือง แต่ผมเลือกเดินเล่นถ่ายรูปตามจุดต่างๆ
สถาปัตยกรรม บ้านเรือนในแบบของเมืองบรูกถ์
ประติมากรรมวาฬ จากขยะพลาสติกที่ถูกปล่อยทิ้งไปสู่ท้องทะเล
  • เลือกกลับรถไฟเที่ยวดึกกว่าคนอื่น เพื่อรอแสงเย็น แต่ก็เช่นเดิมแทบไม่ได้อะไร ท้องฟ้าไม่เป็นใจ
  • กลับมากิน เคบับ ที่ Brussels ร้านใกล้โรงแรม วันที่สามมีเปลี่ยนแผน เพราะมีคนชวนไป Antwerpen
เมืองแห่งสายน้ำ
แสงสุดท้ายของที่นี้ ต้องมาตรงนี้เพราะใกล้สถานีรถไฟ เดี๋ยวเดินไม่ทันจะตกรถเอา



เยี่ยมบ้าน Rubens ที่ Antwerpen วันที่สาม

  • ตื่นเช้าเหมือนเดิม นั่งรถไฟไป Antwerpen เพื่อตอนเย็นได้กลับมาทันนัดที่ อโตเมี่ยม
  • ราว 9.30 ถึงสถานีรถไฟ Antwerpen ที่จัดได้ว่าสวยที่สุดในโลก
แค่ลงรถไฟ ก็ตื่นตลึงกับความงามของสถานีนี้แล้ว
โบถส์ Cathedral of Our Lady Antwerp ที่มีการจัดแสดงงานของ รูเบน จิตรกรระดับโลก
  • เราเลือกเดินเหมือนเดิม ไป Cathedral of Our Lady Antwerp มีแสดงงานของ Rubens
  • จากนั้นเดินชิวๆ มุ่งหน้าไปที่ Museum aan de Stroom พิพิทธภัณฑ์สมัยใหม่ ที่วันนี้ปิด
Museum aan de Stroom บริเวณนี้ลมแรงมากๆ
  • นั่งรถรางไปหาที่ชิค เหมาะกับวัยรุ่นอย่างเรา สรุปคือหลงไปผิดที่แต่ก็ไม่เสียหาย การหลงก็พาเราไปพบความทรงจำที่ดีๆ ระหว่างทาง ในรูปแบบที่คนทั่วไป ไม่เคยเจอ
  • เจอร้านกาแฟเก๋ๆ สถานที่สวยๆ และได้เมล็ดกาแฟกลับจากที่นี้ด้วย (โคตรถูก)
หลงจนเจอร้านกาแฟ ที่เก๋มากๆ
แล้วก็ร้านกาแฟ
  • เจอฝนแรงมากๆ เป็นช่วงที่อากาศไม่ดีเอาซะเลย
  • นั่งรถไฟกลับ เจอแหล่งอโคจรของเบลเยี่ยม และต้องต่อรถเข้าเมือง สรุปขึ้นรถผิดอีกไปโผล่ เมือง Leuven ที่ “กวิน บินได้” โกล์ชาวไทยไปเล่นอยู่ จนในที่สุดก็ไป อโตเมี่ยม ไม่ทัน (เจอเจ้าหน้าที่สถานี จะถามทางสักหน่อย แต่เดินหนีเฉยเลย เหมือนกลัวนักท่องเที่ยว)

วันสุดท้ายที่เบลเยี่ยม

  • ตัดสินใจมาแล้วต้องไป ฮโตเมี่ยมให้ได้ ตื่นเช้า เพื่อให้กลับมาทันเวลานั่งรถย้ายประเทศ
  • เป็นวิบากกรรมมาก เราไม่รู้เลยว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น นั่งรถไฟจากโรงแรมไปต้องต่อรถแต่รอเป็น ครึ่ง ชม. ก็ไม่มีรถไฟมา ตัดสินใจเดินท่ามกลางความมืดและฝน หวังเรียกแท็กซี่แต่ก็ไม่มีเลย
  • จนสุดท้ายเดินไปเกือบ 4 กิโล ไปเจอรถราง แต่ก็ไปได้แค่ใกล้ๆ กว่าจะถึงเหนื่อยมาก ขากลับยังต้องคอยดูว่ามีรถรางสายไหนวิ่งอยู่บ้าง จนกลับมาถึง เราถึงได้รู้ว่า พนักงานรถไฟเขาหยุดชุมนุมกัน เลยไม่มีรถวิ่ง เหนื่อยมาก คือถ้ารถไฟวิ่งปกติ เราไปถึงได้ภายในครึ่ง ชม. แต่นี้เราใช้เวลาเกือบ 4 ชม. ในการเดินทางไปกลับ แต่ทำให้เราดูสายรถและดูตารางรถไฟ รถรางเป็นเลยทีเดียว
ภาระกิจสำเร็จ เจอ อโตเมียมเสียที

บทส่งท้ายภาคต้น เบลเยี่ยมเมืองช็อคโกเล็ค 3 วันครึ่ง

  • อากาศไม่เป็นใจอย่างมาก ฟ้าเน่าและฝนตกตลอด และหนาวพอสมควร เลยไม่ได้ภาพที่ตั้งใจไว้
  • ได้เห็นเมือง 3 เมือง ใน 3 วัน กับอีก 1 เมืองที่หลงทางไป
  • แต่ล่ะเมืองของที่นี้มีความแตกต่างกันไปตามความเข้าใจ ของเราคือ

– บรัสเซลส์ Brussels เป็นเมืองหลวงที่รวมเอาความทันสมัยและดูเป็นยุคสมัยใหม่ และมีความขรึมๆ จริงจัง เหมือนเมืองหลวงอื่นๆ
– บรูกส์ Bruges เป็นเมืองโบราณคล้ายอยุธยา เงียบ สวย สงบ
– แอนต์เวิร์ป Antwerpen ดูมีความเป็นวัยรุ่น และแฟชั่น แบบชิคๆ ดูทันสมัยเหมาะกับคนรุ่นใหม่

สรุป ความรู้สึกเราเป็นประเทศที่ แตกต่างกันดีมากๆ เลยในแต่ละเมือง ถ้ามีเวลามากกว่านี้คงได้พบเจออะไรดีๆ อีกมากมายแน่นอน

  • แม่บ้านในโรงแรม ไม่มีบริการทำความสะอาด ในห้องเรามีครัวทำอาหารได้ ถ้าทำต้องล้างเอง ถ้าไม่ล้างคิดค่าแม่บ้านทำความสะอาดเพิ่ม
  • การคมนาคมดีมากๆ อาจจะงงๆ นิดหน่อย แต่พอจับทางถูกแล้ว สบายมาก เชื่อมต่อกันได้หมด ที่สำคัญคือถูก
  • มีการใช้จักรยานกันเล็กน้อย ส่วนใหญ่ใช้ขนส่งสาธารณะกัน เพราะดูแล้วสะดวกกว่า ถนนที่นี้ในเมืองค่อนข้างเล็ก หาที่จอดรถยากอยู่
  • ค่าครองชีพ ค่อนข้างสูง สำหรับเรา น้ำดื่มแพงกว่าที่เคยไปมา
  • เบียร์ที่นี้ค่อนข้างซ่าร์เหมือนโซดาเยอะ ไม่ถูกปากพวกเรานัก