Trekking Trip : ดอยหลวงเชียงดาว

ตำบล เชียงดาว อำเภอ เชียงดาว เชียงใหม่ 50170

17 – 19 พฤศจิกายน 2560





เกริ่นนำ

หากจะว่าไปการเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ที่ดอยหลวงเชียงดาวเนี่ย ถือได้ว่าเป็นทริปใหญ่อันดับต้นๆ เลยน่ะ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 2 ปีของกลุ่มเรา มันก็เลยกลายเป็นเรื่องชิวๆ และชินชาเหมือนเดินอยู่สวนหลังบ้านไปแล้ว

เนื่องจากการฤดูกาลเปิดป่าของปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงกฎ คือเราต้องทำการโทรจองและส่งเอกสารการเดินทางก่อนล่วงหน้าเป็นเดือนๆ กันเลย

เราโชคดีมากที่สามารถโทรหาเขตฯ ได้ ในขณะที่หลายๆ คนไม่ได้ เบื้องต้นเราจองกับทางเขตเอาไว้วันที่ 17-19 พ.ย. 2560 และลงไว้ 10 คน ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม ก็สบายใจกันแล้ว ว่าได้แน่นอน กว่าจะส่งเอกสารได้ก็เกือบวันสุดท้ายที่เขากำหนด

กระนั้นก็เลยทำให้เรารวบรวมเอกสารเเละคนที่พร้อมได้เพียง 7 คนเท่านั้นเอง แต่ไม่เป็นไร 7 คนก็สู้ พอถึงวันจริง ก็เหลือแค่ 4 คนที่สู้ตาย 555 คือพี่บิ๊ก เกมส์ พี่ยุทธ และผม

การเดินทางของพวกเรา 4 คน เริ่มจาก กทม. ไปด้วยกัน 3 คนก่อน ที่จะไปรับพี่ยุทธที่ลำปาง แล้วขึ้นไปด้วยกัน ครั้งนี้เราออกช้ากันนิดหน่อย แต่ก็ทำเวลาได้ดีพอควร ยามเช้าเราไม่ได้แวะตลาดแม่มาลัยเหมือนเคยเพราะ เราจะเลทกันมากเกินไป ตัดสินใจกันว่าไปหาข้าวกินและซื้อของที่ตลาดเชียงดาวที่เดียวพอ

เส้นทางเดินสู่ยอดดอย

เราก็ยังไปกินข้าวเช้ากันที่เดิมคือ ร้านขาหมูเชียงดาว (เจ้าเก่า) ก่อนที่จะไปที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว ประมาณ 9.00 น. ยื่นเอกสารและจ่ายค่ามัดจำขยะ พร้อมจัดเตรียมสั่งข้าวกลางวันกันก่อนขึ้นไป ครั้งนี้เราไม่ได้เอารถขึ้นไป เพราะมีการเปลี่ยนแปลงกฎใหม่ เราก็เหมารถไปพร้อมลูกหาบอีก 2 คนกว่าที่เราจะขึ้นไปถึงหน่วยฯ เด่นหญ้าขัด ซึ่งเป็นจุดเริ่มเดิน ที่พวกเราคุ้นเคย ก็เกือบ 11 โมง เตรียมของและร่างกายก็เริ่มเดินกันตอน 11 โมง พอดี

ทางเดิมๆ ที่คุ้นเคย ขาดแต่ดอกพญาเสือโคร่ง ยังไม่บาน

วันแรกกับเส้นทางเดิม ที่คุ้นเคย

เส้นทางที่หญ้าขึ้นสูงมาก น่าจะเพราะเป็นช่วงปลายฝนพอดี

สิ่งที่สัมผัสได้ในครั้งนี้คือ เส้นทางเดินที่ดูมีความรกชัฎ มากกว่าช่วงตอนที่เราเดินมาก่อนหน้าประมาณเดือนมกราคม อาจเพราะเป็นช่วงปลายฝน ต้นไม้ต่างๆ เลยเจริญเติบโตมากขึ้น ทำให้การเดินยากขึ้นนิดหน่อย พญาเสือโคร่งก็ยังไม่บานออกจะเหงาๆ หน่อย

ตั้งเป้าหมายกันว่าจะไปกินข้าวเที่ยงกันแถวๆ สามแยกปางวัว คาดว่าอาจเลยเที่ยงไปเล็กน้อยก็ไม่เป็นไร แต่ที่ไหนได้ ยังไม่ถึงสามแยก ก็หิวกันจนทนไม่ไหวแล้ว ต้องเดิมพลังกันก่อนเดินต่อไป

แวะพักระหว่างทาง มีสัญญาณโทรศัพท์ เป็นบางจุด ก็ลองเช็คๆ ดู

การเดินหนนี้ออกจะไม่ท้าทายพวกเราเท่าไหร่แล้ว เดินกันเรื่อยๆ เจอดอกเทียนนกแก้ว กันระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปกันเล็กน้อย ตัวผมเองแม้จะไม่ฟิตเหมือนเคยๆ แต่ก็ไม่เป็นตะคริว เหมือนก่อนโชคดีมาก

ถึงจุดกางเต็นท์ที่อ่างสลุงกันประมาณ 16.30 น. ถือว่าทำเวลาได้ดีทีเดียว จากสายอ่อนอัพเกรด เป็นสายแข็งได้เลย เพราะมีกันอยู่แค่ 4 คน มาถึงลูกหาบของเราก็จัดเตรียมกางเต็นท์และปรัมพิธีให้เราอย่างดีแล้ว

เราพักกันคลายเหนื่อยกันเล็กน้อย พร้อมหุงข้าวเตรียมไว้ เพราะเราจะขึ้นยอดดอยหลวงกันเย็นนี้ แล้วค่อยลงมากินข้าวเย็น ประมาณ 5 โมงเย็นเราก็พร้อมเดินขึ้นเตรียมเครื่องกันหนาวกันพร้อมหน่อย เพราะตั้งใจกันว่าจะอยู่กันดึก เราเดินขึ้นกันพร้อมกับหมอกที่ลงมาอย่างหนาแน่น โดยตัดสินใจกันว่าจะซุ่มอยู่ก่อนขึ้นยอดก่อนเพื่อเอาพระอาทิตย์ตก แล้วมืดๆ ค่อยเดินขึ้น วันนี้คนไม่มากนัก อาจเพราะยังเหนื่อยล้าจากการเดิน และบางกลุ่มก็กลัวมืดรีบลงกันไปก่อนฟ้าจะปิด

แต่แล้วเหตุการณ์ก็ไม่เป็นไปดังใจคิด ฟ้าไม่เปิด เมฆและหมอกหนามาก เราไม่เห็นพระอาทิตย์ตกที่ยอด สามพี่น้อง ได้แต่เห็นแสงลอดๆ มาปริ่มๆ ยอดเขาเพียงเล็กน้อย พอฟ้ามืดแล้วเราค่อยเดินขึ้นยอดกัน จึงเหลือเพียงเรา 4 คนบนยอดในวันนี้ และน้องลูกหาบชื่อมอส อายุ 15 อีกคนที่คิดว่าเราเป็นลูกค้าเขาเพราะมันมืดจนมองไม่เห็นกัน เราถ่ายรูปแบบท้อแท้กันไปเรื่อยๆ เพราะฟ้าไม่เป็นใจ

ปลายหางช้างน้อย บนยอดดอย

ประมาณ 19.00 น. คิดว่าขออีกครึ่งชั่วโมงค่อยลง แต่พอคิดเท่านั้นเอง ฟ้าก็เปิด เห็นหางทางช้างเผือกรำไร และดาวแบบเต็มท้องฟ้า ถ่ายกันลืมความหนาวเลย พอสัก 20.30 น. เราก็เดินลงกันมาถึงข้างล่าง ทำอาหารและกินข้าวเย็นกันตอนประมาณสามทุ่ม จิบเครื่องดื่มแก้หนาวพร้อมมองดาวเพื่อรอฝนดาวตก แต่ทนหนาวและความง่วงกันไม่ไหว จึงรีบเข้านอน ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะตื่นตีสี่ครึ่ง เพื่อขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันที่ กิ่วลมใต้กัน





วันสองรุ่งอรุณแห่งทะเลหมอก

ทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้น ที่กิ่วลมใต้

เช้านี้พี่บิ๊กตื่นขึ้นมาเรียกเราทุกคน แต่เช้านี้พี่ยุทธขอบาย จริงๆ ผมก็อยากบายน่ะ เพราะด้วยความหนาวเย็นประมาณ 10 องศา แต่ใจก็ยังอยากไป สรุปลุกขึ้นมาพื้นที่ส่วนกลางที่เอาไว้กินข้าวและพักผ่อนกันเต็มไปด้วยน้ำที่มาจากน้ำค้าง เราตระเตรียมเตาและกาต้มน้ำพร้อมกาแฟ เพื่อเอาไปต้มกินกันแก้หนาว

สรุป เราสามคนเดินกันไปโดยไม่ต้องมีคนนำ เพราะค่อนข้างคุ้นชินกับเส้นทางอยู่แล้ว พอเข้าสู่ช่วงทางขึ้นที่จะต้องเป็นช่วงขึ้นเขาชัน เราก็เจออุปสรรคเเรกเลยคือคนติดแบบจำนวนมากตั้งแต่ตีนดอย เรารับรู้ได้เลยว่าเราพลาดแน่ๆ เช้านี้ ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ กว่าเราจะเดินไปถึงยอดกิ่ว แสงจักรราศีก็หมดไป แสงสีทองฉาบขึ้นมาสะท้อนกับก้อนเมฆและทะเลหมอก ฉายโดดเด่นอยู่ตรงหน้าแต่เราก็ต้องเดินไกลเข้าไปอีกเพื่อจะได้มุมถ่ายภาพ

มากันแค่นี้ รวมคนถ่าย สำหรับกลุ่มเรา
บรรยากาศ ที่ปลายสุดของกิ่วลมใต้

ผมคิดว่าครั้งนี้ผมได้เห็นทะเลหมอกแบบเต็มๆ ลมไม่แรก ทำให้หมอกไม่ฟุ้งกระจาย ถือว่าเป็นวันที่ดีทีเดียว เราเก็บภาพกันไปเรื่อยๆ จนดวงอาทิตย์ขึ้นมาแล้ว ก็เดินต่อไปจนสุดกิ่วลมใต้ เพื่อเก็บวิว และดอกไม้พรรณต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเชียงดาว และต้มน้ำเพื่อชงกาแฟกินกันบนนี้

ต้มน้ำกินกาแฟกันบนนี้เลย

ประมาณ 9 โมงเราก็เดินลง ทีแรกตั้งใจจะไปกิ่วเหนือด้วยแต่ตอนนี้เจ้าหน้าที่เขากั้นไม้เอาไว้ ไม่ให้ขึ้นไปแล้ว น่าจะเนื่องด้วยเพื่อความปลอดภัยและเพื่อฟื้นฟูป่าให้สัตว์ไม่โดนรบกวนด้วย

ยอดสามพี่น้อง เมื่อโดนแสงเช้า

เราลงมาพักข้างล่างทำอาหารเช้ากินกันตอน 10 โมง แล้วนอนพักตั้งใจจะขึ้นยอดดอยกันอีกตอนประมาณ บ่าย 3 ผมหลับไปจนบ่าย ก็ค่อยลุกขึ้นมานั่งเล่น พร้อมกับมองนักเดินทางกลุ่มใหม่ที่เพิ่งเดินขึ้นมาในวันนี้ แล้วมากางเต็นท์ใกล้ๆ กลุ่มเราเป็นน้องๆ จาก ม.เกษตรฯ เป็นชมรมอะไรสักอย่างรวมกลุ่มมาเที่ยวกัน

ทำอาหารกินกัน พี่ยุทธเป็นลูกมือเช่นเคย

บ่าย 3 กว่าๆ เราเติมพลังกันก่อนด้วยมาม่า เจ้าซอ ลูกหาบของเรามารอเพื่อช่วยเราในการเดินขึ้นยอดดอยด้วย เพราะเราเตรียมไปกินกาแฟกันข้างบนเหมือนเดิม ที่รีบขึ้นแต่วันเพราะอยากไปซุ่มดูม้าเทวดา หรือเลียงผา เผื่อโชคดีได้เจอ และเป็นเพราะซอ เราถึงได้เห็นตัวจริงๆ มันซักที แม้จะไกลมาก หายากมาก นึกว่าก้อนหินในพงหญ้า แต่ด้วยสายตาของซอ ทำให้เราได้เห็นนี้สุดยอดมาก

ม้าเทวดา แบบไกลลิบๆ นึกว่าก้อนหิน

แล้วก็เดินย้อนกลับมาตั้งขารอพระอาทิตย์ในวันที่สองเหมือนเดิม และก็เหมือนเดิมจริงๆ คือฟ้าปิด ไม่เห็นดวงอาทิตย์เช่นเดิม แต่วันนี้คนอยู่บนยอดกันเยอะมาก เมื่อฟ้าปิดเราก็เลยไม่อยากรอเหมือนเมื่อวานอีก วันนี้เลยลงกันเร็วหน่อย กลับมาก็นอนกันประมาณ 3 ทุ่ม อากาศวันนี้รู้สึกจะเย็นกว่าวันก่อน ผมเลยนอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่

ฟ้าไม่เป็นใจ ในยามเย็น




แสงของวันสุดท้าย ที่เชียงดาว

แสงจักราศี ในรุ่งอรุณของวันสุดท้าย บนยอดดอยหลวง
ม้าเทวดา มาไวไปไว เพียงชั่วพริบตาเดียว ก็หายไปจากสันกิ่วลมเหนือ

เช้าวันนี้เราก็ยังคงขึ้นยอดดอยกันเหมือนเดิม โดยขึ้นกันตั้งแต่ตี 4 เพื่อความสะดวกในการหามุม ก็ถ่ายรูปรอกันไปเรื่อยๆ คนจากกลุ่มอื่นๆ ก็เดินขึ้นมาเรื่อยๆ วันนี้คนเยอะมาก จนได้แสงจักรราศี จวบจนพระอาทิตย์ขึ้น พอแสงอาทิตย์ขึ้นสักพักลูกหาบจากลุ่มอื่นก็เดินมาเรียกด้วยท่าทางตื่นเต้นบอกว่าเจ้าม้าเทวดาวิ่งมารับความอบอุ่นยามเช้าที่กิ่วลมเหนือ ผมวิ่งไปพร้อมกดชัตเตอร์ด้วยความรวดเร็วได้มา 1 ตัวเบลอๆ ส่วนพี่บิ๊กได้มาอย่างงามเลยทีเดียว เราเก็บรูปกันสักพักก็เดินลง

ลงมาหุงข้าวทำอาหารกัน พร้อมเดินลงเวลาประมาณ 9.50 น. วันนี้การเดินคือเราต้องลงทางปางวัว ซึ่งมีระยะทางที่สั้นกว่าประมาณ 2 กิโล แต่มีความชันมาก ซึ่งพอลงมาทางนี้แล้วเราก็รู้เลยว่าปางวัวนี้โหดมาก เดินลงยังยากเลย ไม่สมควรแกการเดินอย่างยิ่ง ลงมาถึงนั่งรถไปศูนย์ราวๆ บ่าย 2 โมง เคลียร์ค่าใช้จ่ายและออกมาข้าวกินกันที่ร้านเดิม พร้อมทั้งขออาบน้ำที่นี้เนื่องจากที่เขตห้องอาบน้ำไม่เพียงพอ เราเลยตัดสินใจมาเสี่ยงกันที่นี้แทน

สุดยอดลูกหาบของเรา ซอ กับ บร้า

อิ่มหน่ำเสร็จก็เดินทางกลับประมาณบ่าย 3 โมงกว่า ไปส่งพี่ยุทธที่ลำปางเหมือนเดิม พร้อมเคลียร์ค่าใช้จ่ายสรุปไปกัน 4 คน ค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000 บาท


เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

  1. การติดต่อเดินทาง ติดต่อได้ที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว
  2. หลังจากที่เราจองได้แล้ว ควรส่งเอกสารให้เสร็จสิ้นภายในเวลา ประมาณ 1 เดือน ตามกฎใหม่
  3. ค่ารถไปส่งที่เด่นหญ้าขัด 1,200 บาท ลงที่ปางวัว ราคา 600 บาท (จริงๆ ทางเขตให้ลงเด่นหญ้าขัด แต่ค่ารถก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วย)
  4. ลูกหาบของเรานายซอ บอกว่าโทรไปบอกให้เขาจองให้แทนได้น่ะ (อยากได้เบอร์ ติดต่อมาทางส่วนตัวน่ะครับ)
  5. สถานที่กางเต็นท์กว้างขวางมาก ต้องจดจำให้ดี เพราะเดี๋ยวหลงได้ง่ายๆ
  6. น้ำไม่มีบนยอดดอยต้อง สั่งล่วงหน้ามาทางเขตก่อนวันเดินทาง (20 ลิตร ราคา 500 บาท)
  7. ไม่มีทาก ไม่ต้องกลัว

ค่าใช้จ่ายหลักๆ

  1. ค่าเข้าท่องเที่ยวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว วันล่ะ 20 บาท 4 คน = 80 บาท
  2. ค่าลูกหาบ วันล่ะ 500 บาท 2 คน = 3,000 บาท
  3. ค่าพักแรม 2 คืน คืนล่ะ 30 บาท 4 คน = 240 บาท
  4. ค่าจอดรถ = 50 บาท
  5. ค่ามัดจำขยะ = 1,000 บาท (ได้คืนตอนกลับ)

แล้วพบกันใหม่