Trekking Trip : เขาหลวงสุโขทัย

อุทยานแห่งชาติรามคำแหง ตำบลนาเชิงคีรี อำเภอคีรีมาศ สุโขทัย 64160

27 – 28 พฤษภาคม 2560

เริ่มต้นจากที่พวกเราว่างเว้นการขึ้นป่าขึ้นเขาไปนาน ความกระสันจึงมีมากจนทำให้ เราต้องหาหนทางปลดปล่อยกัน เป็นจุดเริ่มต้นของทริปสั้นๆ แค่ 2 วัน 1 คืน ตามที่หัวหน้าเผ่าพี่บิ๊กกล่าวเอาไว้ว่า “ง่ายๆ สบายๆ ไม่มีอะไร คืนเดียวพอ” และความวายป่วงก็เริ่มนับตั้งแต่ตอนนั้นเอง



ในครั้งนี้ เรารวบรวมสมาชิกได้เพียง 5 คน อาจเป็นเพราะเรื่องเวลา จำนวนวันในการเดินค่อนข้างน้อย แต่ความกระสันของชาวเราทั้ง 5 ก็ไม่ท้อถอย ผมอาสาเอารถไตรตัน 4 ประตูคู่ใจของผมนำชาวคณะไปในครั้งนี้ประกอบด้วย พี่บิ๊ก หัวหน้าเผ่าของพวกเรา, ท่านกำนันพรชัย, ท่านพี่มหายุทธ, ป้อม ปางวัว, และตัวผมเอง 5 ชีวิต พร้อมลุย
ช่วงนั้นเป็นช่วงฤดูฝน มีฝนตกหนักในพื้นที่ทางภาคเหนือ ทำให้เกิดน้ำท่วมในบ้างพื้นที่รวมทั้งเส้นทางที่จะไปทางสุโขทัยด้วย ทางกลุ่มเราก็กังวลเรื่องนี้อยู่ ว่าอาจทำให้เกิดความล่าช้าในการเดินทาง (อยู่ๆ ก่อนวันเดินทางก็มีข้อความผ่านมาทาง สังคมโซเชียล ถามไถ่เรื่องการเดินทางและการหลบหลีกเส้นทาง เป็นมิตรสหายสายป่า Jurpor Pakdeepreeda ที่เราได้พบเจอกันที่ดอยหลวงเชียงดาว เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมานี่เอง ต้องขอบคุณในน้ำใจแห่งมิตรภาพในครั้งนี้มากเลยทีเดียว) แต่การเดินทางของพวกเราก็ราบรื่นดี ฝนไม่ตกระหว่างทาง มีน้ำท่วมถนนนิดหน่อย ทำเวลาได้ จนถึงสุโขทัยราวๆ ตี 4 ถึงมีฝนเทลงมา

เป้าหมายแรกของพวกเราคือวัดนครชุม ยามเช้าไปปลุก รปภ. กันตั้งแต่ตี 5

เป้าหมายของพวกเราไม่ใช่แค่การเดินเขา เราไปเฝ้ารอแสงเช้ากันที่ วัดศรีชุม แต่ก็ไม่มีพระอาทิตย์สาดแสงลงมาแม้แต่นิดเดียว ช่างเศร้าใจนัก จากนั้นก็เคลื่อนทัพมาที่ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ใช้เวลากับที่นี้พักใหญ่ ก็เดินทางไปหาข้าวเช้ารองท้องกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย เจ๊แฮ อิ่มหน่ำกันก็ไปจุดมุ่งหมายของเราที่ อุทยานแห่งชาติรามคำแหง


เนื่องจากมีการแจ้งล่วงหน้าก็ไปถึงและจองลูกหาบล่วงหน้าไว้ 2 คน แต่พอไปถึง ไม่แน่ใจเรื่องการจัดการของที่นี้ว่าอย่างไร เราต้องรอเกือบ 2 ชั่วโมงกว่าจะได้ลูกหาบแค่คนเดียว โดยเจ้าหน้าที่ดันปล่อยลูกหาบไปอีกกลุ่มก่อนหน้าซึ่งมีของน้อยกว่ากลุ่มเรา เพราะเข้าใจว่าเป็นกลุ่มของพวกเราซะงั้น (เคืองมากเกี่ยวกับการจัดการของเจ้าหน้าที่ในกรณีนี้ เพราะเรากำชับแล้ว แต่เจ้าหน้าที่เหมือนไม่ฟังว่าเราเป็นใคร ไม่มีการสอบถามให้แน่ชัดว่าใช่หรือไม่ กลับบอกให้เข้ามาเลย) กว่าที่พวกเราจะได้เดินขึ้นก็ประมาณ 11 โมง

พวกเรามาเริ่มเดินทางกันเลยดีกว่า
เส้นทางการเดินของทริปนี้ (อาจไม่ตรงกับความเป็นจริงมากนัก)

ด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200 เมตร ไม่ใช่เรื่องยาก เราก็คิดว่าการเดินเวลานี้สบายๆ ตามสไตล์สายชิวอย่างพวกเรา แม้ลูกหาบจะบอกว่า ช่วง 1-2 กิโลเมตรแรก (ระยะทางจริงประมาณ 3.7 กิโลเมตร) จะโหดก็ตาม ขนาดสมเด็จพระเทพฯ ยังพิชิตได้ในเวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง พวกเราต้องทำได้แน่นอน 555 แบบนี้สบายๆ

ถึงจุดชมวิว ด้วยความฟิตของพี่ยุทธ แกมาถึงก่อนใคร จนหลับไปได้งีบนึงทีเดียว

แต่ที่ไหนได้ พี่ยุทธนำไปจนถึงจุดชมวิว ในเวลาแค่ ชั่วโมงนิดๆ แล้วบอกว่าเนี่ย ครึ่งทางแล้ว เพราะความสูงประมาณ 600 เมตรจากระดับน้ำทะเล พวกเราก็เลยชิวๆ เดินเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก การเดินที่นี้เจ้าหน้าที่ทำจุดพักไว้อย่างดี มีถังน้ำไว้เพื่อเติมความกระหายตลอดทาง ทำให้สายตะคริวอย่างผมสบายเลย แต่อุปสรรคก็มีคือแมลงและยุงที่ตามราวีตลอดทาง


พวกเราเดินกันเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ แต่กว่าจะรู้สึกตัวได้ก็ถึงจุดพักที่ชื่อ น้ำดิบผามะหาด เพราะป้ายบอกระยะทางว่าเรายังเหลือระยะทางอีก 2 กิโลกว่า ตอนนั้นเวลาเกือบบ่ายสาม เข้าไปแล้ว ที่นี้เราสปีดเร็วกว่านรกสิครับ เพราะกลัวฟ้ามืดกางเต็นท์ไม่ทันและไม่ทันแสงเย็นด้วย

ในที่สุดก็ถึงเสียที เหนื่อยมาก พระเทพฯ ยังเสด็จมาจนถึงได้ เราก็ตองทำได้



จุดเริ่มต้นนรกมาเยือนสำหรับสายตะคริวแบบผม การเร่งช่วงท้ายนี้ชันและนรกมาก ผมไปถึงพร้อมๆ กับตะคริวที่ขึ้นน่องกันเลยทีเดียว ถึงที่พักราวๆ 4 โมงครึ่ง เรามีเวลานิดหน่อยกับการหาที่ตั้งแคมป์ และปรุงอาหารเย็น รอลูกหาบซึ่งแบกนำหนักจนตะคริวขึ้นเช่นกัน ต้องเรียกเพื่อนลงไปช่วยกันขนขึ้นมาอีก 2 คน จุดพักที่นี้ค่อนข้างดี ห้องน้ำสะอาดแยกชายหญิง มีที่ทิ้งขยะและจุดล้างภาชนะ แถมยังมีมินิมาร์คย่อมๆ ของเจ้าหน้าที่พอแก้ขัดสนได้บ้าง

มาถึงก็ตระเตรียมพื้นที่และทำอาหารเย็นกันก่อนเพื่อเติมพลัง เมนูก็ตามความชอบของพวกเราเลย มีกุนเชียงจากเฮงง่วนเฮียง ผู้สนับสนุนหลักของพวกเราเช่นเดิม
แสงเย็นของวันแรก ช่างคุ้มค่าแก่การเดินทางจริงๆ
เยสสสส พวกเราคือผู้พิชิต…จริงๆ น่ะ

หลังจากเตรียมที่พักและอาหารแล้ว เราก็เดินทางไปหาภาพพระอาทิตย์ตก กันอีก กิโลครึ่ง ช่วงเริ่มเดินตะคริวผมมาแรงแซงทุกคน จนต้องค่อยๆเดินเอาขาตั้งกล้องยันตัวเองและเดินตามหลังทุกคนตลอด กลุ่มเราอยู่กันจนมืด เป็นกลุ่มสุดท้ายก่อนเดินลง และยังชิวกันอีกตรงลานจอด ฮ. คิดกันว่าถ้าฝนไม่ตก จะมานอนกันตรงนี้เลย แต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะดึกๆ ฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสายจนเช้ามืด นั่นล่ะกว่าจะหยุด

พี่ยุทธที่นอนปลาทู ดูเหมือนจะสบายๆกว่าใครเพราะมีแคร่ไว้นอนอย่างสบายใจ ส่วนพี่บิ๊กเจอลมกรรโชก จนต้องหนีเข้าไปนอนในเพิงของเจ้าหน้าที่อุทยาน แต่ต้องทนกับยุงหน่อย ก็พอถูไถได้นอนอยู่บ้าง ตอนแรกก็คิดว่าจะลุ้นได้ช้างสักเชือก ก็เลยไม่ได้อะไรเลยในคืนนั้น ฟ้าฝนไม่เป็นใจ

แสงสุดท้ายของวันแรก มันจะยากหน่อย เพราะฟ้าไม่เปิด หมอกมาเต็มๆ เราอยู่ที่ตรงนี้กันเกือบ 2 ทุ่มถึงได้ลงกัน

รุ่งเช้าเราก็เดินขึ้นเนินเดียวกับที่ไปเมื่อวาน ผมยังขยาดไม่หายกับตะคริว แต่ระยะทางไม่ไกลมากแค่ 500 เมตร ไปเก็บแสงเช้าและหมอกันที่ผานารายณ์ เสร็จสิ้นช่วงเช้าก็กลับมาที่แคมป์ แล้วก็เดินลงกัน

กลุ่มของพวกเรา ตอนยามเช้าที่ผานารายณ์ ทุกคนร่าเริงดี เมื่อเจอหมอกเต็มๆ

มาถึงอุททยานราวๆ บ่าย 2 โมง เก็บของอาบน้ำกันก็บ่าย 3 เรามุ่งหน้าเข้าสุโขทัยหวังว่าจะได้แสงเย็นและไฟจากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุตส่าห์เตรียมทุเรียนจากตลาดหน้าวัดตระพังทองไปนั่งรอจน ประมาณ 1ทุ่ม ถึงมีคนมาบอกว่าวันอาทิตย์เขาไม่เปิดไฟ เซ็งกันไป จบทริป กลับบ้านสิครับ รออะไร


ข้อมูลการติดต่อ

อุทยานแห่งชาติรามคำแหง ตำบลนาเชิงคีรี อำเภอคีรีมาศ สุโขทัย 64160
ตำบล อุ้มผาง อำเภอ อุ้มผาง ตาก 63170

086 895 6388

 http://park.dnp.go.th

ระดับคะแนน

 ระดับความสูง
ระดับความยาก
จุดพักแรม
 ความสวยงาม