Trekking Trip : เปรโต๊ะลอซู ผืนป่าอุ้มผาง

12-14 สิงหาคม 2560

ทริปน้ำตก “ปิตุ๊โกร” (เปรโต๊ะลอซู) ณ ผืนป่าอุ้มผาง จ.ตาก #2 (เป็นครั้งที่สองของผม)

น้ำตกปิตุ๊โกร ดอยมะม่วงสามหมื่น จ.ตาก ไทย (Pi Tu Gro Waterfall Doi M Muang Sam Muen, Tak, Thailand)

สมาชิกร่วมตามหาหัวใจในครั้งนี้มีทั้งหมด 9 คน ทั้งใหม่เก่าคละเคล้ากันไป ครั้งนี้เราได้ บุคคลซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม หรือปฐมบทของการรวบรวมผู้ซึ่งมีอุดมการณ์เดียวกัน ให้มีโอกาสได้มามีประสบการณ์ร่วมกัน บุรุษนั้นก็คือ น้าชำนาญ (อาจารย์ชำนาญ ของชายคนนำทางกล่าวเรียกขาน!!!) นั่นเอง ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการติดต่อประสานงานการเดินทางในครั้งนี้ พร้องคนนำทางคู่ใจของแกคือ น้าคำสิงห์ คนนำทางเก่าแก่ชื่อดังแห่งอุ้มผาง ซึ่งรู้จักและนับถือกันและกันมามากว่า 10 ปี ซึ่งรวมลูกหาบแล้วก็ 10 คน (ขออนุญาตไม่นับน้าคำสิงห์ เพราะเนื่องจากครั้งนี้ แกต้องดูแลลูกทัวร์หลายชุด) ซึ่งประกอบด้วย น้านาญ ที่กล่าวไปข้างต้น ตามมาด้วยผู้อวุโสอีกคนคือ พี่ยุทธสายฮา, ป้อมสายเมา, โอ๋(คิก), นก Navigator (ผมเอง ^_^), น้องเกมส์จอมไอเดีย, น้องโก้(นิก็อึดดี), น้องวัฒน์ (มันร้ายนะเนี้ยะ) และสาวสวยหน้าใหม่เอี่ยม “น้องผึ้ง” และอีกหนึ่งลูกหาบหนุ่มน้อยอายุ 17 ปีผู้น่ารัก นามว่า ศิริชัย หรือ โฮจี้ (ได้ทริปจากเราไปหลาย บอกเลย 555)



ชาวคณะทั้งสิ้น 9 ชีวิต รวมคนถ่าย ©พี่ยุทธ
Photo credit : น้องวัฒน์
น้าชำนาญ หรือ อาจารย์ชำนาญ บุคคลซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม ปฐมบทของการรวบรวมผู้มีอุดมการณ์เดียวกัน

ครั้งนี้การเดินทางแบบเป็นสองสาย จะแบ่งตามวัย ก็อาจเรียกได้ว่าสาย สว. และ สายวัยรุ่น ผมคงไม่ต้องบอกนะครับว่า สว. หมายถึงอะไร สายวัยรุ่นถึงจังหวัดตากตั้งแต่วันศุกร์ ผมคงไม่ต้อง Detail เพราะคนละสายกัน เค้าก็สนุกสนานกันไปด้วยความที่ถึงก่อน ส่วนสายผม ใช้ Fortuner ในการเดินทาง ซึ่งจะมีสมาชิกจาก กทม. สี่คนคือ ผม พี่ยุทธ โอ๋(คิก) และป้อม และจะแวะรับน้านาญที่ตาก ซึ่งตามแผนน่าจะถึงประมาณตีสองตีสาม เพราะผมต้องออกจากชลบุรี 18:30 น.

แต่!!! ผมออกสายไปหนึ่งชั่วโมง แต่จาก หกโมงครึ่งเป็นทุ่มครึ่งก็ยังไม่น่าเป็นปัญหาเท่ากับ วันศุกร์แห่งชาติที่หยุดยาวสามวัน ที่ทุกครัวเรือนพร้อมใจกันออกเดินทางกันหมดมั้ง!!! รถผมติดอยู่บน บูรพาวิถีตั้งแต่บางบ่อ โอว!!!!แม่เจ้า ผมถึงจุดนัดพบจุดแรกที่บางบอนเกือบสี่ทุ่ม แล้วก็ไม่รอช้ารีบไปรับจุดที่ 2 ทันที นั่นคือแถวปากเกร็ด เสร็จสับพร้อมแล้วมุ่งหน้าตามที่น้านาญแชร์ Location ให้ ปลายทางตาก ระหว่างทางเราแวะพักกันไม่เยอะ แต่ทุกปั๊มก็เต็มไปด้วยรถราและผู้คน เราถึงตากช้ากว่าเวลานัดพอสมควรคือ ถึงเอาเกือบตีห้า จัดแจงเติมพลังให้กับรถ ด้วยเนื่องจากระยะทางจากชลบุรีไปนั้นก็ใกลเอาการอยู่ และจากจังหวัดตากไปถึงอุ้มผางก็มิได้แพ้กันเลย ถ้าเปรียบเทียบกันด้วยระยะเวลาการเดินทาง เพราะลักษณะเส้นทางราวสามร้อยโล แล้วยังขึ้นเขาอีก สรุปแล้วเราถึงอุ้มผางราว สิบโมง สายวัยรุ่นอุ่นเครื่องรอด้วยรีเจนซี่ไปก่อนพักใหญ่ ด้วยสีหน้าออกแดงๆ เพราะเลือดคงสูบฉีด

พี่ยุทธ สายฮา หรือท่านมหายุทธ ทุกคำพูดที่หลุดออกมาจากปากแก จะต้องมีเสียงหัวเราะของน้องๆ ตามมาเสมอ
จุดเริ่มต้นเส้นทาง มีป้ายบอกด้วย ว่าไปทางไหน 555 (จริงๆ คือป้ายบอกเตือนการจราจร เพราะด้านหน้าถนนยุบตัว)

สาย สว. ถึงแล้วก็ไม่รอช้าจัดการอาหารที่จัดรอไวโดยไม่ต้องบอก ตามประสาความเก๋าเกมส์ที่น้านาญรู้จักกันดีกับน้าสิงห์จัดการเติมพลังกันแล้วก็จัดการเรื่อง น้ำท่าเครื่องหลัง ทริปนี้เราไม่ต้องเตรียมสเบียงใดๆ เนื่องจากฝากท้องไว้กับน้าสิงห์ทั้งหมด แต่ก็ไม่วายขอลูกหาบมาช่วยแบกสัมภาระ 1 คน เป็นบุพเพอาละวาด ทำให้เราได้รู้จักกับ ศิริชัย ลูกหาบของเรานั่นเอง จากบ้านน้าสิงห์ ที่อุ้มผางต้องใช้เวลาขับรถอีกประมาณสองชั่วโมงเศษจึงถึงจุดเดิน

สหายป้อม ทริปนี้ฟิตมากๆ เดินนำกันเลยทีเดียว
เรามาเส้นทางสายน้ำ ก็ต้องลุยน้ำไปเป็นช่วงๆ กันไป
ลุยน้ำเสร็จแล้ว ก็ต้องมาลุยโคลนกัน ให้มีอารมณ์ลำบากกันบ้าง

เราพร้อมและออกเดินเท้าราวๆ บ่ายโมง พร้อมสภาพอากาศสดใส สลับกับเมฆฝนและสายฝนปรอยบ้างเป็นระยะๆ ถือว่าไม่หนักหนาอะไร ในช่วงแรกเราเดินตามคันนา ออกเดินเท้าได้พักเดียวเราก็เจอกับลำธารแรก ระดับน้ำไม่สูงนักแต่ก็ทำให้น้ำหนักของรองเท้าเพิ่มขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว ทางเดินที่เราต้องเดินนั้น เป็นโคลนสลับกับลำธารเป็นช่วงๆ จนเริ่มขึ้นเขา จากประสบการณ์ที่ผมเคยมาแล้ว และฝังอยู่ในความทรงจำ ถือได้ว่าทริปนี้เป็นทริปที่หนักเอาการเลยทีเดียว จึงยอมรับในชะตากรรมที่จะเกิดขึ้น

บรรยากาศ ระหว่างเส้นทางเดิน ความเป็นธรรมชาติและวิถีชุมชน ทำให้เราพอหายเหนื่อยได้บ้าง
จุดเริ่มต้นของเขตป่า เป็นป่าทึบแยกกับเขตของชาวบ้านได้อย่างชัดเจน เสมือนเป็นกำแพงสูงอันทรงพลังเลยทีเดียว

แต่!!! เวลาเปลี่ยน อะไรก็เปลี่ยน สถานที่มีการเปลี่ยนจากครั้งก่อน เพราะจากเดิมที่ต้องเดินเป็นวัน ครั้งนี้กลับเดินแค่สามชั่วโมงเศษเท่านั้น ก็ด้วยเนื่องจากน้าสิงห์ มีการย้ายแค๊มป์จากด้านบนลงมาด้านล่าง จึงทำให้การเดินทางง่ายขึ้นมาก จนทำให้ชาว สว. ถึงกลับงงไปตามๆ กัน เพราะว่าจากข้อมูลเดิน ของคนที่เคยไป ได้สร้างภาพสมมุติให้กับคนที่ไม่เคยไปว่าต้องหนักแน่นอน

เพื่อนโอ๋(คิก) ตะคริวยังไม่ทันได้มาทักทาย ก็ดันถึงแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ที่พักของเราเป็นแค๊มป์ใหญ่ ที่ระดับความสูงราว 600 เมตร บวกลบนิดหน่อย สถานที่รองรับคนได้ราวๆ ร้อยกว่าคน มันก็ทำหน้าที่ได้ตามนั้น จำนวนคนรวมทั้งหมดก็น่าจะประมาณนั้น พอถึงที่ตั้งประมาณ 3-4 โมงเย็น เราก็จัดแจงเตรียมที่พัก คืนแรกสายวัยรุ่น นอนแบบปลาทู สาย สว. ผูกเปเรียงกันเป็นตับ ที่พักของเราอยู่ติดลำธาร บางคนก็ไปอาบน้ำ บางคนถ่ายรูป บ้างก็ส่งเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์ลงท้องตามแต่สะดวก ของใครของมัน แต่สายวัยรุ่งคงแรงเหลือ ออกเดินไปที่น้ำตกกันเลยระยะทางไปกลับอีกเกือบสองชัวโมง พอถึงเวลาอาหารเรามารวมตัวกันที่ เต๊นท์นอนปลาทูของสายวัยรุ่น เพื่อรับประทานอาหารร่วมกัน กับข้าวง่ายๆ แต่อร่อยมาก ทำเอาพี่ยุทธ น้องโก้ น้องวัฒน์ เจริญอาหารเลยที่เดียวในนั้นรวมถึงตัวผมด้วย ผมบอกเลย ไข่เจียว และ แกงหน่อไม้ เนี้ยะเด็ดมาก

บรรยากาศน้ำตก บริเวณจุดพักแรมใกล้นิดเดียว
บรรยากาศน้ำตก เดินถ่ายรูปกันเพลินเลย

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ เราก็ล้อมวงกันสร้างความอบอุ่นด้วยเครื่องดื่มที่เอามากันพอหอมปากหอมคอ มีของแถมเป็นช้างบนฝากฟ้า ที่มองเห็นด้วยตาเปล่า ทอดตัวยาวเป็นลำอยู่บนท้องฟ้า พาให้คนที่ชอบถ่ายรูปไปรวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมาย ได้ภาพบ้าง ไม่ได้บ้าง ก็สุดแล้วแต่ แต่เห็นน้องเกมส์เอามาอวดแล้ว ก็ลงความเห็นได้เลยว่า ช้างโขลงนี้ สวยงามใช้ได้ เสร็จจากการล่าช้างแล้วแยกย้ายไปนอน ด้วยว่าเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง

ภาพทางช้างเผือก จากฝีมือน้องเกมส์ ©oreomini

เช้าวันที่สองเราไม่ต้องรีบตื่น เพราะมีเวลาทั้งวัน จุดหมายวันนี้คือ จุดชมวิว หัวใจแห่งขุนเขา และยอดสูงสุดที่มะม่วงสามหมื่น ตามชื่อที่ใช้เรียกยอดสูงของที่นี่ โดยต้องเตรียมอาหารกลางวันไปกินกลางทาง หลังจากรับประทานอาหารเช้า ก็เตรียมน้ำท่าพร้อมเดินทางราว 10 โมงเศษ ก๊วนเราเดินแบบชิวๆ โดนส่งสายวัยรุ่นไปสร้างชื่อก่อน สายนั้นก็ทำได้ไม่ผิดหวัง เดินไปจนถึงสุดปลายยอด แล้วมิหนำ ยังเดินแถมเลยไปอีกนิด แต่!!!! ด้วยความที่เดินเร็ว จึงเดินทิ้งสาย สว. เป็น ชม. ได้ และด้วยสภาพอากาศที่ปิด และมีสายฝนบางๆ เป็นระยะๆ สายที่มีความเก๋าเป็นที่ตั้ง จึงลงความเห็นว่า เอาแค่แวะพักกินข้าวเลยจุดชมวิวไปหน่อยก็พอ เพราะขึ้นไปฟ้าก็ไม่เปิด (ผมก็ไม่แน่ใจว่า มันเป็นข้ออ้างของสาย สว. หรือป่าว)

บรรยากาศจากจุดชมวิว ฟ้าเปิดเป็นระยะๆ หมอกค่อนข้างหนามากในวันนั้น
ยามท้องฟ้าเปิด เราก็ไม่รอช้า รีบหยิบกล้องอย่างไว เพราะช่วงเวลานั้นมันเร็วมาก

และด้วยเหตุผลนี้ ลูกหาบที่เป็นคนเก็บอาหารให้เราจึงไม่ได้ขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุด ศิริชัย หยุด และกินข้าวพร้อมสาย สว. อยู่ในตำแหน่งนี้เอง เรากินข้าวเสร็จ ก็หาที่พักสายตากับอีกพัก ด้วยว่าตั้งใจรอสายวัยรุ่นลงมากินข้าว สักพัก ฝนก็เริ่มหนาเม็ด เราจึงเก็บของแล้วเดินลงที่ต่ำ เพื่อหาที่หลบฝนด้านล่าง แต่ด้วยความเป็นห่วงสายวัยรุ่น จึงแจ้งหนุ่มน้อย ศิริชัย ให้รอสายวัยรุ่นอยู่ ณ ที่มั่นเดิน ด้วยว่ากลัวสายวัยรุ่นจะเป็นลมพับไป เพราะไม่ได้กินข้าว แต่เจ้า โฮจี๊ หรือ ศิริชัย ดันจำหน้าสายนั้นไม่ได้ เรื่องตลกจึงเข้ามาแบ่งปันความฮาในความรู้สึกสาย สว. พอให้เป็นสีสันได้ พียุทธ เริ่มหาวิธีให้หนุ่มน้อย ว่าจะทำอย่างไรถึงจะรู้ได้ว่าเป็นกลุ่มที่ต้องรับผิดชอบเรื่องอาหารกลางวัน เริ่มจากการเล่าเพื่อถ่ายทอดลักษณะเด่นของแต่ละบุคคล อ้วนบ้าง ใส่แว่นบ้าง ดัดฟันบ้าง รวมถึงการแต่งกาย อากัปกิริยาการเล่าลักษณะเด่น บวกกับหน้าตาของหนุ่มน้อยที่พาซื่อ และแววตาบ่งบอกว่างานเข้าละคราวนี้ ทำให้พวกเรากลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ แต่สุดท้ายก็ Mission complete

ภาพบนยอดดอยมะม่วงสามหมื่น ที่พวกกลุ่มเด็กๆ ขึ้นไปจนสุดกัน

แม้ว่าเจ้าหนุ่ม ศิริชัย จะจำใครไม่ได้ แต่ว่าทางสายวัยรุ่นทุกคนจำเจ้าหนุ่มคนนี้ได้เป็นอย่างดี ทุกคนจึงได้กินข้าวกันนะจุดรอคอยจุดนี้ หลังจากอิ่มกันแล้ว ก็ตามลงมาสมทบกันที่จุดรอที่สองทางด้านล่าง ก่อนทางแยกเข้าน้ำตก เพราะเนื่องจากสายวัยรุ่นไปมาแล้วเมื่อวานนี้ วันนี้จึงจะเลยกลับที่พักเลย ไม่แวะลงไปที่น้ำตกอีก

ในที่สุดเราตามหาหัวใจแห่งป่าอุ้มผางเจอแล้ว

เมื่อแยกกันแล้วสาย สว. ก็มุ่งหน้าเดินลงเขาไปที่น้ำตก สายน้ำใสเย็น และปริมาณน้ำที่จัดได้ว่าเยอะ ทำให้เราหายเหนื่อย เราแยกย้ากกันเสพธรรมชาติอันสวยงาม รวมถึงเก็บภาพกันพอสมควร ก็เดินทางกลับที่พัก ใช้เวลาเดินกลับที่พักอีกเกือบ 1 ชม. ก็ถึงที่พัก เราจัดการธุระส่วนตัวแล้วมารวมตัวกันที่โรงครัวของน้าคำสิงห์ พร้อมกับน้ำใสที่ให้ความอบอุ่นมากกกกก เราได้มะนาวมาช่วยเพิ่มรส และก็จัดการรินแจกทั้งในกลุ่ม และผู้ร่วมอุดมการณ์ที่เดินผ่านไปผ่านมาเกือบทุกคน กว่าจะได้กินข้าวเย็น บางคนจึงมีสีแดงขึ้นหน้าอาจเพราะคงขวยเขินน้ำใสๆ ในจอกไม้ไผ่

ระหว่างทางเดิน ที่กลับสู่ที่พักของเรา

มื้อเย็นเริ่มขึ้นพร้อมอาหารที่อร่อยไม่แพ้เมื่อวาน โดยเฉพาะน้ำพริกอ่อง ถูกปากผมเป็นที่สุด ทำเอาผมเนียะถึงกับปลดกระดุมนอนอยู่ตรงนั้เลย หลังจากมื้อเย็นจบลงก็ต่อด้วย การพูดคุยและสุราเต็มระบบ ทั้งน้ำใส น้ำสี มากับพร้อมเพียง คืนนี้ล่ะครับจัดหนักจัดเต็ม น้าคำสิงห์ก็มานั่งดื่มและบรรเลงเพลงกันอย่างสนุกสนาน เพลงทุกยุคทุกสมัยถูกขุดมาเล่นกับแบบไม่ขาดสาย บวกกับการให้จังหวะจากกลองถังน้ำ ช่างเข้ากับเสียงเพลงในผืนป่าอุ้มผางเป็นที่สุด ดูนาฬิกาเกือบเที่ยงคืน ผมเห็นทีต้องหนีไปนอนก่อน ปล่อยสายแข็งโชว์ของกันเต็มที่ ทั้งน้านาญ พี่ยุทธ ป้อม โก้ และน้าสิงห์ ซึ่งกว่าจะหมดเรี่ยวแรง ก็เกือบตีสอง ซึ่งก็เป็นที่มาของจุดจบสายแข็งในตอนเช้า เพราะแต่ละคนมีอาการเมาค้าง โดยเฉพาะ ป้อม คงโดนไปหนัก เพราะหน้าบอกบุญไม่รับเลย แต่!!!! น้าคำสิงห์ น่าจะหนักสุด นอนคลุกฝุ่น อยู่ในโรงครัวตัวเอง พร้อมน้ำท่าอาหาร ที่ลูกน้องนำมาให้ ภาพไม่ต่างจากเครื่องเซ่น ประมาณนั้น หลังจากอาหารเช้า เราทยอยเก็บข้าวของแพ็กกระเป๋าเตรียมลง แต่กระนั้นน้าคำสิงห์ ก็มิมีวี่แววที่จะตื่น 55555!!!!

เราออกเดินมุ่งหน้าสู่พื้นราบตอบ 9:40 เดินทางง่ายสบายๆ มาตามสันเขา เข้าสู่คันนา ลุยน้ำมาเป็นระยะๆ สลับกันไป ไม่นานสายวัยรุ่น คราวนี้มีผมด้วย ก็ถึงปลายทางของการเดินเท้าของทริปนี้ เวลา 11:00 พอดิบพอดี จัดการไปเอารถแล้วออกมารอสมาชิกที่เหลือ ซึ่งตามกันมาไม่นานนัก เราจัดการเคลียร์ค่าลูกหาบให้ ศิริชัย พร้อมเงินพิเศษ หนุ่นน้อยยิ้มใหญ่ด้วยว่าได้ไปไม่น้อย พอพร้อมเพียงเราขับรถกลับอุ้มผาง บ้านน้าคำสิงห์ อีกรวม 2 ชม. กว่า เพื่ออาบน้ำกินข้าวและสรุปค่าใช้จ่าย และเตรียมตัวกลับสู่สังคมเมืองในโลกความเป็นจริงของทุกคน อาบน้ำกินอาหารเรียบร้อยก็สรุปค่าใช้จ่ายครั้งนี้ ตกค่าอาหารคนละ 800 บาท รวมค่าลูกหาบอีก 130 บาท ตกต่อหัวไม่รวมค่าน้ำมันก็ 930 บาท สาย สว. หารค่าน้ำมันแล้วก็อีกคนละ พันกว่าบาท

สรุปทริปนี้ค่าใช้จ่าย คนละสองพันเศษ ขากลับจากอุ้มผางมาตาก ป้อมยังไม่หมดฤทธิ์ของสายแข็งเมื่อคืน บวกกับเจอเส้นทางโค้งไปมาตามลักษณะเส้นทางบนเข้า จึงทำให้เราต้องหยุดให้นางเอาของออกบ้างตามสมควร 5555

เราถึงตากแวะส่งน้านาญก็ราว สองทุ่ม หาอะไรรองท้องแล้วมุ่งหน้าต่อ กทม. ถึงปลายทางรวมส่งสมาชิกก็ตีหนึ่งเศษ กว่าผมจะถึงชลบุรีก็เกือบตีสาม ถือว่าปิดทริปน้ำตก “ปิตุ๊โกร” ณ ผืนป่าอุ้มผาง จ.ตาก #2 แต่เพียงเท่านี้ เจอกันทริปหน้า ^_^



ข้อมูลการติดต่อ

คำสิงห์โฮมสเตย์ จังหวัดตาก
ตำบล อุ้มผาง อำเภอ อุ้มผาง ตาก 63170

081-813-9742

 http://www.umphang-sao.go.th

ระดับคะแนน

 ระดับความสูง
ระดับความยาก
จุดพักแรม
 ความสวยงาม